การศึกษาแรงจูงใจในการทำงานของคนงานก่อสร้างในเขตอำเภอเมืองจังหวัดบุรีรัมย์
คำสำคัญ:
การศึกษาแรงจูงใจ, แรงจูงใจในการทำงาน, คนงานก่อสร้างบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของคนงานก่อสร้างในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน 2) เพื่อเปรียบเทียบลักษณะส่วนบุคคลที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของคนงานก่อสร้างทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากคนงานก่อสร้าง จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา ได้ค่าความเชื่อมั่น คือ 0.938 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ผลข้อมูลเกี่ยวกับแรงจูงใจ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะส่วนบุคคลกับแรงจูงใจ ได้แก่ t-test และ F-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05ผลการวิจัย พบว่า 1) คนงานก่อสร้างก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุ 20-30 ปี สถานภาพสมรส ระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นประสบการณ์การทำงานก่อสร้าง 3-5 ปีตำแหน่ง/งานปฏิบัติ กรรมกรรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 8,000-10,000 บาทและประเภทแรงงานรายวัน 2) ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของคนงานก่อสร้างทั้งสองด้านในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยแรงจูงใจด้านปัจจัยค้ำจุน ( =3.65) มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าด้านปัจจัยจูงใจ ( =3.64) ทั้งนี้แรงจูงใจในการทำงานด้านปัจจัยจูงใจมากที่สุด คือ ความรับผิดชอบในหน้าที่ ( =3.75) รองลงมา คือ ความสำเร็จของงาน ( =3.67) และน้อยที่สุด คือ การยอมรับนับถือ ( = 3.58) ส่วนแรงจูงใจในการทำงานด้านปัจจัยค้ำจุนมากที่สุด คือ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ( =3.74) รองลงมาคือ ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ( =3.71) และน้อยที่สุดคือ สวัสดิการ ( =3.51) เมื่อเรียงลำดับแรงจูงใจทั้งสองด้านจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย พบว่าคนงานก่อสร้างมีแรงจูงใจในการทำงานมากที่สุด คือ ความรับผิดชอบในหน้าที่ รองลงมาได้แก่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาสภาพแวดล้อมในการทำงานและความมั่นคงในการทำงานความสำเร็จของงานนโยบายและการบริหารขององค์กรลักษณะงานที่ปฏิบัติความก้าวหน้าในงานเงินเดือนและค่าตอบแทนการยอมรับนับถือ และแรงจูงใจน้อยที่สุด คือ สวัสดิการ 3) การเปรียบเทียบลักษณะส่วนบุคคลที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของคนงานก่อสร้างพบว่า เพศ อายุ สถานภาพสมรส และประเภทแรงงาน ของคนงานก่อสร้างที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนระดับการศึกษาสูงสุด และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน ส่งผลให้คนงานก่อสร้างเกิดแรงจูงใจในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
เอกสารอ้างอิง
อำนวย แสงสว่าง. “จิตวิทยาอุตสาหกรรม.” กรุงเทพฯ : หจก.ทิพยวิสุทธิ์. 2545, หน้า 76.
ประสิทธิ์ สุวรรณรักษ์. “ระเบียบวิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์.” พิมพ์ครั้งที่ 2. บุรีรัมย์ : สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์. 2542, หน้า 146.
บุญชม ศรีสะอาด. “การวิจัยเบื้องต้น.” พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. 2535, หน้า 100.
ปัญญาพร ฐิติพงศ์ และประสพชัย พสุนนท์. “แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในบริษัทก่อสร้าง : กรณีศึกษาบริษัทอินเตอร์เอ็กซ์เพิร์ทคอนสตรัคชั่นจำกัด.” วารสารสาขามนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์และศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปีที่ 9, ฉบับที่ 3, กันยายน-ธันวาคม, 2559,หน้า 1275-1292.
อทิตยา เสนะวงศ์. “ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรระดับปฏิบัติการและระดับหัวหน้างานที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมหาวิทยาลัย M.” การค้นคว้าด้วยตนเองปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. 2555.
วินัย ขอนทอง. “การศึกษาแรงจูงใจของผู้ใช้แรงงานชาวไทยและต่างชาติในธุรกิจก่อสร้างอาคาร.” วิทยานิพนธ์วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต การบริหารงานก่อสร้างและสาธารณูปโภค สาขาวิชาวิศวกรรมโยธาสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. 2556, หน้า 45.
วีรยุทธ วาณิชกมลนันทน์. “ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทสยามกลาสอินดัสทรีจำกัดโรงงานอยุธยา.” การค้นคว้าอิสระปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงกลยุทธ์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2559.
เกศณรินทร์ งามเลิศ. “แรงจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานและลูกจ้างองค์การคลังสินค้า.” การค้นคว้าอิสระปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ. 2559, หน้า 161-163.

