https://ph05.tci-thaijo.org/index.php/itechtru/issue/feed วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 2026-06-23T14:41:27+07:00 รศ.ว่าที่ ร.ต.ดร.ชูชาติ พยอม itech@lawasri.tru.ac.th Open Journal Systems <p><span style="font-weight: 400;">ชื่อวารสาร : วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ISSN: 3027-849X (Online)</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">กำหนดออก : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">คำอธิบายสั้นๆเกี่ยวกับวารสาร : </span><span style="font-weight: 400;">เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ได้แก่ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ </span><span style="font-weight: 400;">อุตสาหกรรมการเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการอุตสาหกรรม</span></p> https://ph05.tci-thaijo.org/index.php/itechtru/article/view/202 การวิเคราะห์กระแสลัดวงจรในระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่เชื่อมกริดเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อการออกแบบองค์ประกอบการป้องกัน 2025-11-05T12:17:48+07:00 ไตรรัตน์ ปะทิ TRP_off@RMUTL.ac.th จิณัฐตา ขัตติจิตร TRP_off@RMUTL.ac.th <p>ในปัจจุบันการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนอาทิเช่น พลังงานไฟฟ้าทดแทนด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันโดยรูปแบบที่ใช้เป็นการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ขนานเข้ากับโครงข่ายของระบบจำหน่ายไฟฟ้าเดิม ตามทฤษฎีการวิเคราะห์ระบบไฟฟ้าเมื่อมีการเพิ่มแหล่งกำเนิดไฟฟ้าเข้ากับโครงข่าย จะส่งผลต่อขนาดของกระแสลัดวงจรและอาจมีผลต่อบริภัณฑ์ไฟฟ้าในโครงข่ายของระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเดิมด้วยเหตุนี้จึงได้นำเสนอการวิเคราะห์กระแสลัดวงจรในโครงข่ายของระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าที่มีการเพิ่มแหล่งกำเนิดไฟฟ้าเข้าสู่โครงข่าย โดยการสร้างแบบจำลองของระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าที่ประกอบด้วย แหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลัก Utility ที่มีการเพิ่มแหล่งกำเนิดไฟฟ้า SPP Generator และแหล่งกำเนิดไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ มาทำการวิเคราะห์กระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยอ้างอิงหลักการตามมาตรฐาน IEC 60909 เพื่อนำขนาดของกระแสลัดวงจรที่ได้จากการวิเคราะห์มาพิจารณาค่าพิกัดของบริภัณฑ์ไฟฟ้าในโครงข่ายรวมไปถึงการพิจารณาค่าปรับตั้งการทำงานของอุปกรณ์ป้องกันโดยอ้างอิงตามมาตรฐาน IEEE C37.230(2020) IEEE C37.234 (2021) และ IEEE C37.91 (2021) </p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://ph05.tci-thaijo.org/index.php/itechtru/article/view/238 การออกแบบและประเมินสมรรถนะของเครื่องสับฟางข้าว เพื่อเพิ่มอัตราการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรสำหรับการผลิตกระดาษ ในพื้นที่ตำบลคลองหลวงแพ่ง จังหวัดฉะเชิงเทรา 2025-12-23T13:54:15+07:00 กาหลง บัวนาค kalong@techno.rru.ac.th นรินทร์ กุลนภาดล surapong@techno.rru.ac.th ชัชวาล นิมโรธรรม surapong@techno.rru.ac.th สุรพงษ์ แก่นมณี surapong@techno.rru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมเครื่องสับฟางข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกระดาษจากฟางข้าวของชุมชนคลองหลวงแพ่ง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยการออกแบบและสร้างเครื่องสับฟางข้าวต้นแบบขนาด 1.5 แรงม้า การประเมินสมรรถนะเปรียบเทียบระหว่างค่าอ้างอิงของวิธีการสับแบบเดิม (การใช้มีดสับด้วยแรงงานคน) กับการทดลองโดยใช้เครื่องสับฟางข้าว ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเครื่องสับฟางข้าวต้นแบบสามารถลดเวลาในการเตรียมวัตถุดิบลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าเฉลี่ยลดลงจาก 23.33 นาทีต่อกิโลกรัม เหลือ 1.21 นาทีต่อกิโลกรัม ในขณะที่พบการสูญเสียมวลฟางเพิ่มขึ้นเป็น 99.09 กรัม หรือร้อยละ 9.91 ของปริมาณฟางเริ่มต้น จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการใช้เครื่องสับฟางข้าวสามารถแก้ไขปัญหาในการเตรียมวัตถุดิบที่เป็นปัญหาคอขวด ทำให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มอัตราการผลิตได้เป็นอย่างดี เป็นการยกระดับความสามารถในการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อย่างไรก็ตาม ผลการสูญเสียวัสดุที่เพิ่มขึ้น เป็นประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนาการออกแบบเครื่องสับในอนาคต เพื่อให้ได้ระบบการแปรรูปที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในด้านเวลาและการใช้ทรัพยากร</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://ph05.tci-thaijo.org/index.php/itechtru/article/view/209 การพัฒนาแผนที่สถานการณ์จำลองพื้นที่การรบ 2025-09-15T09:23:51+07:00 ธเนส เลิศจามีกร thanet.l@lawasri.tru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนที่สถานการณ์จำลองพื้นที่การรบขนาดไม่น้อยกว่า 30 ตารางกิโลเมตร โดยใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ร่วมกับการประมวลผลภาพถ่ายทางอากาศ โดยมีการกำหนดให้สนามฝึกภูลำไย จังหวัดนครราชสีมา ในการพัฒนาแผนที่จำลองสถานการณ์การบในครั้งนี้ ใช้โดรนรุ่น DJI Mavic Pro 2 ในการบินเก็บภาพถ่าย ซอฟแวร์ Pix4DCapture สำหรับการวางแผนการบิน และ WebOpenDroneMap สำหรับการประมวลผลแผนที่วิธีการวิจัยประกอบด้วยการทดสอบการบินในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การตั้งค่า Overlap และ Sidelap ที่ 60/60, 70/70 และ 80/80 ความสูงการบิน 300 และ 400 เมตร และความละเอียดของภาพ 7 และ 50 เซนติเมตร/พิกเซล รวมถึงการใช้จุดควบคุมภาคพื้นดิน (GCP) เพื่อเพิ่มความถูกต้องของพิกัดบนแผนที่ ผลการวิจัยพบว่า การบินที่ค่า Overlap 60/60 ความสูง 300 เมตร ให้ประสิทธิภาพที่เหมาะสมที่สุดเมื่อพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างเวลาที่ใช้ในการบิน (450 นาที) เวลาประมวลผล และคุณภาพแผนที่ แผนที่ความละเอียด 7 เซนติเมตร/พิกเซล ใช้เวลาประมวลผล 1,400 นาทีและมีขนาดไฟล์ 5.6 GB ในขณะที่ความละเอียด 50 เซนติเมตร/พิกเซล ใช้เวลาเพียง 110 นาทีและมีขนาดไฟล์ 222 MB พบว่า การทำความละเอียดของแผนที่ 50 เซนติเมตร/พิกเซลมีความเหมาะสมทั้งในด้านของความคมชัด และระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างแผนที่จำลองพื้นที่การรบ การใช้ GCP อย่างน้อย 5 จุดสามารถลดความคลาดเคลื่อนของพิกัดได้อย่างมีนัยสำคัญ แผนที่ความละเอียด 50 เซนติเมตร/พิกเซล มีความเหมาะสมสำหรับการติดตั้งในระบบอำนวยการยิงปืนใหญ่ทางยุทธวิธีอัตโนมัติด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และสามารถนำไปใช้การวางแผนการรบในระดับยุทธวิธี</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://ph05.tci-thaijo.org/index.php/itechtru/article/view/248 การกำหนดสภาวะการอบแห้งที่เหมาะสมของกล้วยตากโดยใช้ การออกแบบการทดลองและการวิเคราะห์ทางสถิติ 2025-12-22T10:16:16+07:00 ชนาธิป กาลจักร donchandasompan@gmail.com ยุทธณรงค์ จงจันทร์ donchandasompan@gmail.com จตุพล พิสิฏฐ์ศักดิ์ donchandasompan@gmail.com ภีม พรประเสริฐ donchandasompan@gmail.com เกียรติศักดิ์ พระเนตร donchandasompan@gmail.com ดนัย สอนสุภาพ donchandasompan@gmail.com สราวุธ อิศรานุวัฒน์ donchandasompan@gmail.com สมภาร ดอนจันดา donchandasompan@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความไม่คงที่ของคุณภาพผลิตภัณฑ์กล้วยตากของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักวังตะเคียน ซึ่งเป็นผลมาจากการพึ่งพาพลังงานจากแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติในกระบวนการอบแห้ง เพื่อควบคุมสภาวะการผลิตให้ได้มาตรฐาน ผู้วิจัยได้ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์อบลมร้อนที่สามารถควบคุมอุณหภูมิและเวลาได้อย่างแม่นยำและคงที่ หลังจากพัฒนาอุปกรณ์แล้ว ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีทางสถิติของการออกแบบการทดลองแบบแฟกทอเรียล เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยหลักสองประการ ได้แก่ อุณหภูมิการอบที่ 50, 60 และ 70 องศาเซลเซียส และเวลาในการอบที่ 4, 6, และ 8 ชั่วโมง ตัวแปรตอบสนองที่ใช้ในการประเมินคุณภาพ คือ ความชื้น (%wb) และคะแนนเนื้อสัมผัสของกล้วยตาก ผลการวิเคราะห์ทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ยืนยันว่าทั้งอุณหภูมิและเวลาในการอบมีปฏิสัมพันธ์และอิทธิพลหลักต่อคุณสมบัติเชิงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยสภาวะการอบที่เหมาะสมที่สุดคืออุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ซึ่งให้ค่าความชื้นสุดท้ายอยู่ที่ 20% (wb) และคะแนนเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด (4.5 จาก 5) งานวิจัยนี้นำเสนอแนวทางที่สามารถใช้ได้จริงและยั่งยืน โดยการบูรณาการการออกแบบอุปกรณ์ที่สามารถควบคุมได้เข้ากับการใช้หลักการทางสถิติเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยนี้สามารถลดความแปรปรวนของคุณภาพผลิตภัณฑ์ และเป็นแนวทางมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของวิสาหกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://ph05.tci-thaijo.org/index.php/itechtru/article/view/268 การใช้โปรแกรม TRUdairyFeed ต่อการยอมรับองค์ความรู้ ต้นทุนและผลตอบแทนค่าอาหาร และต่อการให้ผลผลิตน้ำนมโคของผู้เลี้ยงโคนม ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี 2026-03-16T11:22:30+07:00 อำพล จุปะมัดถา amphol.j@lawasri.tru.ac.th เฉลิมพล ปฏิพันธ์ amphol.j@lawasri.tru.ac.th <p>การวิจัยเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้เลี้ยงโคนมแบบมีส่วนร่วม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอาหารโคนมและอบรมเชิงปฏิบัติการใช้โปรแกรม TRUdairyFeed ปรับปรุงสูตรอาหาร แล้วนำอาหารที่ปรับสูตรไปเลี้ยงโคนมของผู้เลี้ยงโคนม ต.ดีลัง อ. พัฒนานิคม จ. ลพบุรี เก็บข้อมูลการยอมรับองค์ความรู้จากค่าความพึงพอใจและผลผลิตน้ำนมโคก่อนและหลังการเปลี่ยนสูตรอาหาร 3 เดือน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เลี้ยงโคนมมีการยอมรับองค์ความรู้เฉลี่ยระดับดี การใช้โปรแกรม TRUdairyFeed ทำให้อาหารมีปริมาณและสัดส่วนโภชนะใกล้เคียงกับความต้องการของโคนมมากขึ้น แต่ด้วยผู้เลี้ยงโคนมมีทุนทรัพย์จำกัดเน้นใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น อาหารจึงยังขาดโปรตีนที่ไม่สลายในรูเมนและพลังงานสุทธิเพื่อการสร้างนม อาหารมีราคา 5.50 บาท/กก. การเลี้ยงไม่สามารถทำอาหารทีเอ็มอาร์ (TMR) ให้โคกินได้ ปริมาณการกินของโคลดลง 5.75 กก./ตัว/วัน ต้นทุนค่าอาหารลดลง 5.88 บาท/ตัว/วัน ผลตอบแทนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นวันละ 16.74 บาท/ตัว/วัน ได้น้ำนม 14.29 กก./ตัว/วัน (เพิ่มขึ้น 0.79 กก./ตัว/วัน) คุณภาพน้ำนมหลายรายการมีแนวโน้มดีขึ้น แต่โปรตีนยังต่ำกว่าเกณฑ์รับซื้อ ทุกรายการมีค่าไม่แตกต่างกันในทางสถิติระหว่างก่อนและหลังการปรับสูตรอาหาร สรุป ผู้เลี้ยงโคนมมีการยอมรับองค์ความรู้ในระดับดี การใช้โปรแกรม TRUdairyFeed คำนวณสูตรอาหารช่วยลดต้นทุนอาหารที่โคกินต่อวัน ทำให้มีแน้วโน้มได้ปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้น คุณภาพน้ำนมหลายรายการมีแนวโน้มดีขึ้น ควรถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://ph05.tci-thaijo.org/index.php/itechtru/article/view/302 การวิเคราะห์พฤติกรรมการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าและผลกระทบต่อการจัดการโหลด : กรณีศึกษาแพลตฟอร์ม PEA Volta 2026-06-05T16:37:46+07:00 สุรพงษ์ แก่นมณี apichart.sun@rru.ac.th นรินทร์ กุลนภาดล apichart.sun@rru.ac.th ชัชวาล นิมโรธรรม apichart.sun@rru.ac.th อภิชาติ สังข์ทอง apichart.sun@rru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ของลูกค้าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากข้อมูลจริงจำนวน 48,752 ครั้งการอัดประจุ จากสถานี DC Fast Charger จำนวน 124 สถานีที่ติดตั้งโดยบริษัท พีจี อิเล็กทริค กรุ๊ป จำกัด และเชื่อมต่อระบบ PEA Volta ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 (14 เดือน) ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ใช้บริการเลือกช่วง Off-Peak (22:00–09:00 น.) สูงถึง 62.2% (เทียบกับ Peak 37.8%) โดยมีอัตราส่วน Off-Peak:Peak ≈ 1.65:1 พลังงานเฉลี่ยต่อครั้งในช่วง Off-Peak สูงกว่าช่วง Peak 57.2% (29.4 kWh เทียบกับ 18.7 kWh) การอัดประจุเต็ม 100% SoC เกิดขึ้น 41.7% ใน Off-Peak เทียบกับเพียง 12.3% ใน Peak การใช้บริการกระจุกตัวในภาคกลางและภาคตะวันออกถึง 81.5% และ หัวชาร์จ CCS Combo II ได้รับความนิยมสูงสุด (64.1%) โดยพบว่าโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ Time-of-Use (TOU) ช่วยกระจายโหลดการอัดประจุและลด Peak Charging Demand ได้ประมาณ 24–28% ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการติดตั้งสถานี การกำหนดอัตราค่าบริการแบบไดนามิก และการพัฒนาระบบ Smart Charging เพื่อรองรับการเติบโตของ EV ในระบบจำหน่ายไฟฟ้า ทั้งนี้ ข้อมูลจำนวน 48,752 ครั้งการอัดประจุถูกใช้สำหรับการวิเคราะห์สถิติระดับระบบและการกำหนดบริบทการวิจัย ขณะที่กลุ่มตัวอย่างตัวแทนจำนวน 86 ครั้งจาก 12 จังหวัดถูกใช้สำหรับการวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมที่นำเสนอในส่วนผลการวิจัย</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี